โดเมนฟรี

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ดูดู้...กระสุนที่หายไป (นาน)


สำหรับคนที่ห่างหายจากการลงสนามไปนานนับปี การได้กลับมาลงเล่นท่ามกลางหมู่กองเชียร์อีกครั้งและทำได้ 2 ประตูในเกมนั้น มันแทบจะเหมือนการกลับมาในฝันเลยก็เป็นได้

เป็นฝันดีที่รอคอย หลังจากฝันร้ายมาเกือบ 365 วัน

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ. ปีที่แล้ว ตอนนั้น เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา กำลังผลิตผลงานสุดร้อนแรงให้กับอาร์เซนอล ที่กำลังนำเป็นจ่าฝูงอยู่แบบโดดๆทำให้แฟนกันเนอร์ส มีความหวังว่าปีนี้อาจจะเป็นปีที่ยังกันส์ของเวนเกอร์ โตพอที่จะก้าวไปกระชากแชมป์คืนมาเสียทีหลังห่างหายความสำเร็จไปหลายปี

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในเกมกับเบอร์มิงแฮม เมื่อเอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา หรือ "ดูดู้" ได้บอลที่นอกกรอบเขตโทษและกำลังจะพลิกบอลหลบ

ไม่มีใครคิดหรอกว่านาทีนั้น ปลายสตั๊ดของมาร์ติน เทย์เลอร์ กองหลังแข้งโหดกัปตันทีมเดอะ บลูส์ จะโผล่พรวดมา "วาง" บนหน้าแข้งของดูดู้ ทันที

ด้วยองศาที่ทำมุมระนาบได้พอดีกับจังหวะเวลา หน้าแข้งของกองหน้าชาวบราซิลที่ตัดสินใจเลือกเล่นให้ทีมชาติโครเอเชียคนนี้หักสะบั้นเป็นสองท่อนทันที ซ้ำข้อเท้ายังเคลื่อนหลุดจากตำแหน่งด้วย แค่พูดแค่นี้ก็คงพอนึกภาพออกว่ามันเป็นอาการบาดเจ็บที่น่าสยดสยองแค่ไหน

ความรุนแรงของเหตุการณ์ถึงขั้นที่สถานีโทรทัศน์สกายสปอร์ตส ตัดสินใจแช่ภาพนิ่งมุมกว้างไว้ ไม่มีการรีเพลย์ให้เห็นเหตุการณ์ ก่อนที่รายการแมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ 2 จะนำภาพเหตุการณ์มาออกอาการในภายหลัง ทำให้คนที่ได้ดูจิตใจห่อเหี่ยวกันไม่น้อย

เคราะห์ดีบนเคราะห์ร้ายที่วันนั้นในสนามอาร์เซนอล มีจิลแบร์โต้ ซิลวา กองกลางชาวบราซิลอยู่ ซึ่งได้กลายเป็นคนเดียวที่พูดสื่อสารภาษาโปรตุเกสกับดูดู้ ที่โอดครวญบนพื้นสนาม ทำให้แพทย์ประจำทีมสามารถที่จะปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ถูกต้อง

แรกทีเดียวไม่มีใครคิดถึงเรื่องที่ดูดู้ จะกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง เอาแค่ขอให้กลับมาเดินเหินได้อย่างปลอดภัยก็พอ ขณะที่อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่กันเนอร์ส ฉุนขาดถึงขั้นเรียกร้องให้แบนมาร์ติน เทย์เลอร์ ไปตลอดชีวิต (ก่อนที่จะถอนคำพูดในเวลาต่อมา)

เทย์เลอร์ เองได้ขอโทษและไปเยี่ยม ดูดู้ ถึงที่โรงพยาบาล แต่โชคร้ายที่เวลานั้นกองหน้าโครเอเชียจำอะไรไม่ได้เลยอันเป็นผลช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่เล่ามาข้างต้นคือภาพของเหตุสยองขวัญ ที่นำไปสู่ความตกต่ำดำดิ่งของอาร์เซนอล ชนิดที่ยากจะหาคำตอบได้ว่ามันเป็นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า กับการขาดกองหน้าคนเดียวในทีมที่มีสัญชาติญาณของการเป็นศูนย์หน้าอยู่เต็มกาย

รูปร่างอาจจะไม่ใหญ่โตเหมือนเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และไม่ได้มีความเร็วปานจรวดเหมือนธีโอ วัลค็อตต์ แต่เซนส์บอลของดูดู้ เหนือกว่าสองคนนี้มาก การเคลื่อนที่ การทำทาง ความเฉียบขาดเลือดเย็นในจังหวะสังหาร ถ้าจะให้เปรียบก็ต้องบอกว่าเหมือนร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สมัยหนุ่มๆไม่มีผิด

อาร์เซนอล เสียศูนย์ไปหลังจากขาดดูดู้ อย่าว่าแต่โอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเลย แค่เกาะท็อปโฟร์ก็แทบรากเลือดแล้ว

แต่ถึงยังไงอาร์เซนอล ก็ต้องขอบคุณพระเจ้าที่หมอยังสามารถรักษาดูดู้ จนสามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง แม้ว่าจะต้องใช้เวลารักษากันนานเป็นปี และใช้เวลากว่า 3 เดือนในการเรียกสิ่งต่างๆกลับมา ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ พลัง หรือความเฉียบขาด

มีนักเตะไม่น้อยที่บาดเจ็บขาหักแล้วถึงจะกลับมาได้ก็แทบจะเสียคนไปเลย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ฌิบริล ซิสเซ่ อดีตดาวซัลโวลีกเอิง ที่โชคร้ายขาหัก 2 ครั้งในรอบไม่กี่ปี จนเวลานี้กลายเป็นกองหน้าเกรดบีธรรมดาๆคนหนึ่ง

สำหรับดูดู้ ยังดีที่ดูเหมือนว่าขาหักไม่ได้ทำให้เขาเกิดความขยาด หรือเสีย "สัมผัส" หรือ "เซนส์" ที่ไม่ใช่นักฟุตบอลทุกคนจะมีเหมือนกัน

การกลับมาของดูดู้ ครั้งนี้แค่นัดแรกเราก็พอจะมองเห็นแล้วว่า เขาคือคนที่อาร์เซนอล ต้องการมากกว่าใครในยามนี้ เพราะปัญหาการจบสกอร์คือจุดสลบสำหรับทีมของเวนเกอร์ ในฤดูกาลนี้อย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นอเดบายอร์ หรือเบนดท์เนอร์ ก็ไม่มีใครฝากผีฝากไข้ได้ซักคน จะมีก็แค่โรบิน ฟาน เพอร์วี่ ที่ทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ แต่ก็เป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับนักเตะจอมศิลปินซักคน

ที่ผ่านมาในยุครุ่งเรือง อาร์เซนอล ของเวนเกอร์ มักจะลุยใส่คู่แข่งตั้งแต่ต้นและสามารถยิงประตูขึ้นนำก่อนได้เร็วทำให้เล่นได้ง่ายขึ้น แต่มาระยะหลังนี่เองที่มีปัญหาเรื่องของการจบสกอร์ที่ขาดทั้งความเฉียบขาด และบางครั้งการปลูกฝังให้ลูกทีมเล่นอย่างสวยงามก็ทำให้ทีมจบสกอร์ได้ยาก กว่าจะได้แต่ละลูกต้องบุกจนแทบหมดไอเดีย

ยิ่งวันไหนสมองตันเจาะไม่เข้าอย่างเก่งก็เสมอ หรือไม่ก็พาลถึงแพ้ก็ยังมี

ดังนั้นการได้ตัวจบสกอร์ระดับนี้คืนสู่ทีม น่าจะช่วยเติมความเข้มข้นในแนวรุกของกันเนอร์สได้ไม่น้อย

อย่างน้อยๆกระสุนที่เคยยิงสาดเสียเทเสีย ทิ้งขว้างไปหมดก็น่าจะแม่นยำขึ้นถ้าโอกาสหล่นมาถึงดูดู้ ที่ไม่ใช่เฉพาะจะยิงคมแต่ยังทำทางให้เพื่อนได้ดีอีกด้วย

แต่ยังไงเราก็ต้องดูกันยาวๆว่าการกลับมาครั้งนี้จะเป็นแค่ พลุไฟ ที่จุดแวบเดียวให้ดีใจเล่นแล้วหายไปหรือเปล่า?

ถ้าไม่ใช่ - และรวมกับการกลับมาของเซสก์ ฟาเบรกาส ที่หายเร็วเกินคาดน่าจะกลับมาได้อย่างช้าสุดต้นเดือนหน้า

อาร์เซนอล ยังพอมีความหวังที่จะกลับมาเบียดยึดตำแหน่งในท็อปโฟร์ได้อยู่เหมือนกันในฤดูกาลนี้

ขอขอบคุณ MSN ฟุตบอล

ไม่มีความคิดเห็น: